Pricing of goods or services is based on three core concepts: 1. It must reflect costs, 2. It must deliver value accuracy (value must be reflected in price), and 3. It uses pricing techniques to meet marketing goals. การตั้งราคาสินค้าหรือบริการมีแนวคิดที่สำคัญ คือการที่ 1. ต้องสะท้อนต้นทุน 2. ส่งมอบคุณค่าสินค้าหรือบริการได้อย่างถูกต้อง (คุณค่าสินค้าต้องสะท้อนจากราคา) และ 3. เทคนิคการตั้งราคาเพื่อตอบเป้าหมายหมายทางตลาด
Product Value and Pricing คุณค่าสินค้าและการตั้งราคา
The value delivered to target groups—whether 'Business' or 'End Customer'—is defined by price. However, for a customer, the price decision includes multiple factors: 1. The Price itself, and 2. Related costs. Therefore, a customer's purchasing decision and their evaluation of "cheap" or "expensive" depends largely on value. Competitive pricing involves comparing the value received from your product versus a competitor's, offering greater value or psychological return. คุณค่าสินค้าหรือบริการที่ส่งมอบแกกลุ่มเป้าหมาย 'ธุรกิจ' หรือกลุ่มเป้าหมาย 'ลูกค้าสุดท้าย' (อ่านต่อเรื่องคุณค่าสินค้า 'กลุ่มธุรกิจ' | คุณค่าสินค้า 'กลุ่มลูกค้าสุดท้าย') จะถูกกำหนดโดยราคา หากแต่ราคาสำหรับลูกค้าในการตั้ดสินใจนั้นประกอบด้วย 1. ราคา และ 2. ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นการที่ลูกค้าจะตัดสินใจในการซื้อสินค้า และประเมินการถูกหรือแพงของสินค้าจะสัมพันะืโดยหลักกับคุณค่า ส่วนการ ตั้งราคาเพื่อการแข่งขันเป็นการเปรียบเทียนว่าคุณค่าที่ได้รับจากสินค้าเชิงเปรียบเทียบ สินค้าของผู้ผลิตหรือคู่แข่งอันได้ให้ผลตอบแทนเชิงมูลค่าหรือจิตใจที่มากกว่า
Product/Service Cost: The Foundation of Pricing Analysis ต้นทุนสินค้า/บริการ คือพื้นฐานของการพิเคราะห์การตั้งราคา
Product cost analysis operates on three key factors based on the Total Product Cost formula: การพิเคราะห์ต้นทุนสินค้าสามารถประเมินได้จากปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน บนพื้นฐานของสูตรสำหรับต้นทุนผลิตภัณฑ์รวม (Total Product Cost) (วัตถุดิบทางตรง + ค่าแรงงานทางตรง + ค่าใช้จ่ายการผลิตทางอ้อม = ต้นทุนผลิตภัณฑ์รวม) อันได้แก่
- Direct Materials: Raw materials and components directly traceable to the finished product (e.g., wood for a table, fabric for a dress). วัตถุดิบทางตรง (Direct Materials): คือวัตถุดิบและส่วนประกอบที่สามารถสืบย้อนไปถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้โดยตรง เช่น ไม้สำหรับโต๊ะ, ผ้าสำหรับชุดเดรส, ส่วนผสมสำหรับอาหาร
- Direct Labor: Wages and benefits for employees directly involved in manufacturing (e.g., carpenter's salary). ค่าแรงงานทางตรง (Direct Labor): ค่าจ้างและสวัสดิการที่จ่ายให้กับพนักงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตหรือประกอบผลิตภัณฑ์ เช่น เงินเดือนช่างไม้ที่สร้างโต๊ะ, ค่าแรงช่างเย็บผ้าที่เย็บชุดเดรส
- Manufacturing Overhead (Indirect Costs): All other costs related to production not directly traceable to a unit. Can be fixed or variable (e.g., electricity, factory rent, supervisor salaries). ค่าใช้จ่ายการผลิตทางอ้อม (Manufacturing Overhead - Indirect Costs): คือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตที่ไม่สามารถสืบย้อนไปถึงหน่วยผลิตใดหน่วยผลิตหนึ่งได้โดยตรง อาจเป็นต้นทุนคงที่หรือต้นทุนผันแปร
Product Cost per Unit Formula: Total Product Cost / Number of Units Produced. สูตรสำหรับต้นทุนผลิตภัณฑ์ต่อหน่วย (Product Cost per Unit): ต้นทุนผลิตภัณฑ์รวม / จำนวนหน่วยที่ผลิต = ต้นทุนผลิตภัณฑ์ต่อหน่วย
Service cost analysis can be more challenging as services are intangible. However, the principle is similar: Direct Labor + Direct Expenses/Materials + Service Overhead = Total Service Cost. การพิเคราะห์ต้นทุนบริการอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่าต้นทุนผลิตภัณฑ์ เนื่องจากบริการเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้และมักจะไม่เป็นมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม หลักการจะคล้ายกัน คือการระบุต้นทุนทางตรงและทางอ้อม ซึ่งมีสูตรสำหรับต้นทุนบริการรวม (Total Service Cost) ดังนี้: ค่าแรงงานทางตรง + ค่าใช้จ่าย/วัสดุทางตรง + ค่าใช้จ่ายทางอ้อมบริการ = ต้นทุนบริการรวม
- Direct Labor: Wages/salaries of employees directly providing the service (e.g., consultant hourly rate). ค่าแรงงานทางตรง (Direct Labor): รวมถึงค่าจ้าง เงินเดือน และสวัสดิการของพนักงานที่ให้บริการโดยตรง เช่น อัตราค่าบริการรายชั่วโมงของที่ปรึกษา, เวลาซ่อมแซมของช่างเทคนิค, ชั่วโมงที่ทนายความเรียกเก็บ
- Direct Expenses/Materials: Specific costs incurred to deliver a specific service (e.g., software license for a project). ค่าใช้จ่าย/วัสดุทางตรง (Direct Expenses/Materials): วัสดุหรือค่าใช้จ่ายเฉพาะใดๆ ที่ใช้หรือเกิดขึ้นโดยตรงเพื่อส่งมอบบริการเฉพาะ เช่น ชิ้นส่วนที่ใช้ในการซ่อมรถ, สิทธิ์การใช้งานซอฟต์แวร์เฉพาะสำหรับโครงการให้คำปรึกษา, ค่าพิมพ์รายงานสำหรับลูกค้า
- Service Overhead (Indirect Costs): Costs supporting service delivery but not directly linked to a specific unit (e.g., office rent, admin salaries). ค่าใช้จ่ายทางอ้อมบริการ (Service Overhead - Indirect Costs): คือค่าใช้จ่ายที่สนับสนุนการส่งมอบบริการแต่ไม่สามารถเชื่อมโยงโดยตรงกับหน่วยบริการเฉพาะ อาจเป็นต้นทุนคงที่หรือต้นทุนผันแปร เช่น ค่าใช้จ่ายทางอ้อมบริการผันแปร: ค่าเดินทางต่อการเยี่ยมลูกค้า, การฝึกอบรมเฉพาะสำหรับบริการใหม่, ค่าใช้จ่ายในการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ, ค่าเช่าสำนักงาน, เงินเดือนพนักงานธุรการ (พนักงานต้อนรับ, ฝ่ายบุคคล, บัญชี), ค่าสาธารณูปโภค, ค่าประกันภัย, ค่าใช้จ่ายทางการตลาดสำหรับบริษัทผู้ให้บริการ
Unit Cost of Service Formula: Total Service Cost / Number of Service Units Delivered. สูตรสำหรับต้นทุนบริการต่อหน่วย (Unit Cost of Service): ต้นทุนบริการรวม / จำนวนหน่วยบริการที่ส่งมอบ = ต้นทุนบริการต่อหน่วย
Pricing Goals and Strategies เป้าหมายสำคัญและกลยุทธ์ในการตั้งราคา (ในมิติทางการตลาด)
Pricing goals define "why" we set a price, while strategies make those goals concrete. Here are 5 basic goals and strategies: การตั้งเป้าหมายด้านราคามีความสำคัญมากทางการตลาด เนื่องจากจะทำให้ทราบว่าการตั้งราคาทำเพื่อแะไรในแต่ละช่วงเวลาหรือแต่ลงวงจรการแข่งขัน นอกเหนือจากเป้าหมายแล้วกลยุทธ์ด้านราคาก็จะนำไปสู่การทำให้เป้าหมายเป็นรูปธรรมและลดต้นทุนหรือเพิมโอกาศด้านรายได้ที่มากขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญและกลยุทธ์ในการตั้งราคาสามารถแสดงเป็นตัวอย่าง พร้อมหลยุทธ์ได้ใน 5 แบบพื้นฐาน ดังนี้
Goal 1: Maximize Customer Acquisition (Strategy: Penetration Pricing) ตัวอย่างเป้าหมาย 1 : การดึงลูกค้า (จากคู่แข่ง) มากที่สุด (กลยุทธ์: การใช้ราคาต่ำกว่าคู่แข่ง)
Objective: Maximize market share. Competition:
Penetration Pricing. Usage: Markets where customers are price-sensitive.
Caution: Price indicates quality/value proposition.
วัตถุประสงค์การใช้งาน:
เมื่อวัตถุประสงค์ของบริษัทคือการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากที่สุด
กลยุทธ์การตั้งราคาที่เป็นไปได้คือ การตั้งราคาเพื่อเจาะตลาด (Penetration Pricing)
หรือการตั้งราคาเพื่อส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด
การใช้งาน:
สำหรับตลาดที่ลูกค้ามีความอ่อนไหวต่อราคาหรือความสามารถภายในทำให้มีความได้เปรียบด้านต้นทุน
ทำให้สามารถรักษากำไรที่ยอมรับได้แม้จะมีการตั้งราคาที่แข่งขันสูง
ข้อพึงระวัง: ระมัดระวังในการใช้กลยุทธ์ การตั้งราคาแบบเจาะตลาด (Penetration
Pricing) เนื่องจาก ราคาเป็นสิ่งบ่งชี้ในการสร้างการรับรู้ถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และคุณค่าที่นำเสนอ
(Value Proposition)
Goal 2: Market Entry at Highest Price (Strategy: Skimming) ตัวอย่างเป้าหมาย 2 : การเข้าตลาด (เปิดตัวสินค้า) ในราคาที่สูงสุด (กลยุทธ์: การใช้ราคาสูง ณ ช่วงเวลาเปิดตัวและลดราคาตามระยะเวลา)
Objective: Enter market with high price due to high quality/value.
Usage: Branded products or new innovations. Caution:
Competition entry possibility.
วัตถุประสงค์การใช้งาน:
ตอบสนองวัตถุประสงค์ในการเข้าสู่ตลาดด้วยจุดราคาที่ค่อนข้างสูง
เนื่องจากความสัมพันธ์ด้านราคาและคุณภาพของสินค้าหรือบริการที่สูง
การใช้งาน: กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้า
หรือการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่โดยบริษัทที่มีความได้เปรียบจากการที่บริษัทเป็นที่รู้จัก
เพื่อสร้างยอดขายในช่วงแรก และเหมาะสำหรับสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
ข้อพึงระวัง: พิจารณาความเป็นไปได้ของการเข้ามาแข่งขัน
และปรับการคาดการณ์ด้านราคาตามสถานการณ์
Goal 3: Maximize Profit (Strategy: Target Profit Pricing) ตัวอย่างเป้าหมาย 3 : ตั้งราคาเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด (กลยุทธ์: การตั้งราคาเพื่อให้ได้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงสุด/ ได้ตรงเป้าหมายกำไร)
Objective: Net profit determines price. Usage:
Survival or short-term financial goals. Caution: Consider Price Elasticity of
Demand.
วัตถุประสงค์การใช้งาน: กำไรสุทธิ (Net Profit) จะถูกกำหนดขึ้นก่อน
จากนั้นจึงจะมีการกำหนดราคาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
การใช้งาน:
กลยุทธ์นี้จะเหมาะสมที่สุดเมื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจมีความสำคัญต่อการอยู่รอด
หรือถูกขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินระยะสั้น
ข้อพึงระวัง: ควรอยู่ภายใต้ขอบเขตของการตลาด
แทนที่จะเป็นฝ่ายบัญชีหรือผู้จัดการทางการเงินของบริษัท ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (Price
Elasticity of Demand) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้วัตถุประสงค์การกำหนดราคานี้
(ความยืดหยุ่นของราคา (Price Elastic) = การเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการ /
การเปลี่ยนแปลงของราคา)
Goal 4: Benchmark Against Competitors (Strategy: Competitive Pricing) ตัวอย่างเป้าหมาย 4 : ตั้งราคาเทียบคู่แข่ง (กลยุทธ์: การตั้งราคาเทียบเคียงคู่แข่ง)
Objective: Set at market average, higher, or lower.
Usage: Find a middle ground that balances competitiveness and value
proposition. Caution: Price wars may occur.
วัตถุประสงค์การใช้งาน:
การตัดสินใจตั้งราคาที่ระดับราคาเฉลี่ยของตลาด หรืออาจจะสูงกว่าหรือต่ำกว่านั้น
โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ในการเจาะตลาด (Penetration) หรือการตั้งราคาสูงเพื่อตักตวงกำไรในระยะแรก
(Skimming)
การใช้งาน: การกำหนดราคาโดยอิงคู่แข่ง
เนื่องจากเป็นการหาราคาที่เป็นจุดกึ่งกลางที่ไม่ต่ำพอที่จะทำให้คู่แข่งไม่พอใจ
และไม่สูงพอที่จะทำให้คุณค่าที่นำเสนอ (Value Proposition) เสี่ยงต่อการเสียลูกค้าไป
ข้อพึงระวัง:
สงครามราคาอาจเกิดขึ้นได้เมื่อบริษัทจงใจตัดสินใจกำหนดราคาเพื่อตัดราคาคู่แข่งรายใดรายหนึ่งหรือหลายราย
และเพื่อเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดสุทธิ
Goal 5: Communicate Market Positioning (Strategy: Value-Based Pricing) ตัวอย่างเป้าหมาย 5 : สื่อสารจุดยืนทางการตลาดของสินค้า (กลยุทธ์: การตั้งราคาโดยอิงคุณค่า)
Objective: Price reflects benefits/value received.
Usage: Based on customer perception of brand, service, quality.
Caution: Price is an indicator of quality.
วัตถุประสงค์การใช้งาน:
บทบาทของราคาที่สะท้อนถึงประโยชน์หรือคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ
อย่างไรก็ตามคุณค่าขึ้นอยู่กับการรับรู้ของแต่ละบุคคล
ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปริมาณและคุณภาพของข้อมูลที่รับรู้
การใช้งาน: ในการกำหนดราคาเชิงคุณค่า
นักการตลาดต้องทราบว่าลูกค้าประเมินคุณค่าและช่วงราคาของผลิตภัณฑ์/บริการบนคุณค่าที่กำหนดไว้อย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ การบริการ คุณภาพผลิตภัณฑ์ บุคลากร นวัตกรรม และอื่นๆ
ที่สร้างประโยชน์ให้กับลูกค้า
ข้อพึงระวัง: ระวังในการตั้งราคาแบบเจาะตลาด (Penetration Pricing)
เนื่องจากราคาเป็นสิ่งบ่งชี้ในการพัฒนาการรับรู้ถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และคุณค่าที่นำเสนอ
Pricing Techniques เทคนิคการตั้งราคา
- Product Line Pricing: Different prices for different models in a line (e.g., standard vs. flagship phones). การตั้งราคาตามสายผลิตภัณฑ์: เป็นการกำหนดราคาสำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใน "สายผลิตภัณฑ์" เดียวกัน เช่น โทรศัพท์หลายรุ่น เช่น รุ่นเริ่มต้น รุ่นกลาง และรุ่นเรือธง โดยแต่ละรุ่นมีราคาแตกต่างกันตามสเปก กล้อง และฟีเจอร์พิเศษ
- Captive Product Pricing: Pricing for main products vs. necessary accessories. การตั้งราคาสินค้าพ่วง: เทคนิคนี้ธุรกิจจะมุ่งเน้นการสร้างความต่อเนื่องด้านการซื้อสินค้าของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์หลักหรือระบบพื้นฐาน และการซื้ออุปกรณ์เสริมอย่างต่อเนื่อง
- Bundle Pricing: Selling a package of products for less than individual items. การตั้งราคาแบบแพ็คเกจ: คือ กลยุทธ์การกำหนดราคาที่ธุรกิจขายผลิตภัณฑ์หรือบริการหลายอย่างรวมกันเป็นแพ็คเกจเดียวในราคาที่ต่ำกว่าการซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการแต่ละชิ้นแยกกัน
- Reference Pricing: Showing comparative prices (e.g., Manufacturer Price vs. Suggested Price). การตั้งราคาตามคู่แข่ง/อ้างอิง: เป็นราคาที่แสดงความแตกต่างระหว่างราคาแบบจัดชุด (Bundling Pricing) กับราคาแต่ละชิ้น (Individual Pricing) หรือราคาทุนของผู้ผลิต (Manufacturer's Price) เทียบกับราคาแนะนำ (Suggested Price) นอกจากนี้ การจัดวางสินค้าใกล้กันบนชั้นวางโดยมีราคาที่ดีกว่า ก็ถือเป็นเทคนิคการตั้งราคาอ้างอิง (Reference Pricing) เช่นกัน
- Prestige/Premium Pricing: High prices to signal superior quality or luxury. การตั้งราคาตามจุดยืน/พรีเมี่ยม: คือ กลยุทธ์การกำหนดราคาสินค้าหรือบริการให้อยู่ในระดับสูง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ถึง คุณภาพที่เหนือกว่า ความพิเศษ หรือความหรูหรา ลูกค้าที่ซื้อสินค้าเหล่านี้มักจะไม่ได้พิจารณาแค่ฟังก์ชันการใช้งาน แต่ยังรวมถึง สถานะทางสังคม ภาพลักษณ์ และประสบการณ์ ที่ได้รับจากการเป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ
- Odd Pricing: Using non-round numbers (e.g., 9.99). การตั้งราคาเลขคี่: หมายถึงการตั้งราคาที่ไม่ได้ระบุเป็นจำนวนเต็ม (เช่น 9.99 บาท)
- One-Price vs. Variable Pricing: Fixed price vs. negotiable/flexible range. การตั้งราคาแบบราคาเดียว/ราคาผันแปร: การกำหนดราคาที่ตั้งราคาเดียวและไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัมพัทธ์ใด ๆ ในทางกลับกัน การกำหนดราคาแบบยืดหยุ่น จะมีช่วงราคาที่ผู้คนสามารถตกลงร่วมกันได้
- EDLP vs. High-Low Pricing: Everyday Low Price reduces promo investment. High/Low relies on periodic promotions to drive traffic. การตั้งราคาแบบราคาถูกทุกวันหรือราคาโปรโมชั่น: แนวคิดของการตั้งราคาแบบถูกทุกวัน (Everyday Low Price) คือการลดการลงทุนในการส่งเสริมการขาย และโยกย้ายเงินที่ประหยัดได้บางส่วนไปลดราคาสินค้าแทน สำหรับการตั้งราคาโปรโมชั่นนั้น ส่วน เทคนิค การตั้งราคาสูง/ต่ำ (High/Low Pricing) จะพึ่งพาการตั้งราคาโปรโมชั่นเป็นช่วงๆ อย่างมาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าร้านและซื้อสินค้าหรือบริการในราคาเต็มบางส่วน
-
Auctions: Flexible pricing based on demand. Includes English
Auction (Highest bidder wins), Reverse Auction (Lowest seller wins), Dutch Auction (High
price lowered until bought).
การประมูล:
เป็นการตั้งราคายืดหยุ่นตามความระดับความต้องการสินค้าหรือการรับงาน
การประมูลจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
- การประมูลแบบอังกฤษ: จะแข่งขันกันในการตั้งราคาโดยผู้ซื้อให้ได้ราคาสูงสุด
- การประมูลแบบอังกฤษกลับขา (Reverse): จะแข่งขันกันในการตั้งราคาโดยผู้ซื้อให้ได้ราคาต่ำสุด โดยมากใช้กับการเรียกราคารับจ้างบริการสำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ
- การประมูลแบบดัช: แข่งขันกันโดยผู้ขายเรียกราคาสูงสุดก่อน แล้วลดลงมาจนกว่าจะมีผู้ซื้อ
Region-Based Pricing: e.g., INCOTERMS pricing based on shipping responsibility. การตั้งราคาตามภูมิภาค: เช่น การตั้งราคาตามการขนส่ง (INCOTERM)
Basic Selling Price Formula การกำหนดราคาขาย
((Fixed Cost + Desired Return) / Units) + Variable Cost = Price.
Example: ((250,000 + 50,000) / 1,500) + 50 = 250 Baht/unit.
แนวทางการกำหนดราคาขายเบื้องต้น สามารถแสดงได้ดังนี้
((ต้นทุนคงที่ + ผลตอบแทนที่ต้องการ) / จำนวนหน่วย) + ต้นทุนผันแปร = ราคา
เช่น ((250,000 บาท + 50,000 บาท) / 1,500 หน่วย) + 50 บาท = 250 บาท/ชิ้น
Channel Pricing (Discounts & Allowances) การตั้งราคาสำหรับช่องทางการจัดจำหน่าย
- Cash Discount: For early payment (e.g., 2/10 net 30). ส่วนลดเงินสด (Cash Discount): ผู้ขายเสนอส่วนลดเงินสดเพื่อกระตุ้นให้ชำระเงินตามใบแจ้งหนี้เร็วขึ้น (เช่น N 30, 2%)
- Trade Discount: For performing channel functions. ส่วนลดการค้า (Trade Discount): หรือที่เรียกว่าส่วนลดตามหน้าที่ เป็นสิ่งจูงใจที่มอบให้กับสมาชิกช่องทางสำหรับการทำหน้าที่บางอย่าง
- Quantity Discount: Based on volume purchased. ส่วนลดปริมาณ (Quantity Discount): เป็นส่วนลดที่หักจากราคาในใบแจ้งหนี้ตามระดับปริมาณสินค้าที่ซื้อ
- Seasonal Discount: For buying out of season/stocking early. ส่วนลดตามฤดูกาล (Seasonal Discount): เป็นส่วนลดที่มอบให้แก่ผู้ซื้อสำหรับการรับหน้าที่เก็บรักษาสินค้าคงคลังบางส่วนไป เนื่องจากการสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าสำหรับฤดูกาล
- Promotional Allowance: For aiding in sales promotion. เงินช่วยเหลือส่งเสริมการขาย (Promotional Allowance): ภายในช่องทางที่กำหนด ผู้ขายมักต้องการให้ผู้ซื้อช่วยดำเนินการตามกลยุทธ์การส่งเสริมการขายของตนเอง (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากราคาในใบแจ้งหนี้)
Legal Aspects and Practices กฎหมาย/วิธีปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการตั้งราคา
- Price-Fixing: Collusion to set prices. การตรึงราคา (Price-Fixing): การตกลงร่วมกันระหว่างผู้ขายและผู้ผลิต (ในการกำหนดราคา)
- Price Discrimination: Charging different prices to different customers. การเลือกปฏิบัติด้านราคา (Price Discrimination): ผู้ขายเสนอราคาที่แตกต่างกันให้กับลูกค้าที่แตกต่างกัน
- Deceptive Pricing: Fake high reference prices. การตั้งราคาหลอกลวง (Deceptive Pricing): การตั้งราคาสูงเพื่อสร้างราคาอ้างอิง ก่อนที่จะให้ส่วนลด
- Predatory Pricing: Selling below cost to hurt competitors. การตั้งราคาแบบกินรวบ (Predatory Pricing): ผู้ขายตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุน
- Minimal Markup Law: Limits on underpricing. กฎหมายการกำหนดกำไรขั้นต่ำ (Minimal Markup Law): ผู้ผลิตจำกัดความสามารถของผู้ค้าส่งหรือผู้ค้าปลีกในการเสนอราคาที่ลดลงหรือมีส่วนลด
Credits: Compiled by Asst. Prof. Dr. Parameth Voraseyanont, Graduate School of Management and Innovation, KMUTT. Ref: CRAFT LAB. เรียบเรียงโดย ผศ. ดร. ปารเมศ วรเศยานนท์ บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อ้างอิง: CRAFT LAB